วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

70 ปี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ฉบับประชาธิปไตยฯ ตอนที่ 2 มรณกรรมใต้ตีนเผด็จการ

 

70 ปี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ฉบับประชาธิปไตยฯ ตอนที่ 2 มรณกรรมใต้ตีนเผด็จการ

 

บทความนี้อุทิศให้กับ
อ.สุรพศ ทวีศักดิ์,
อากง อำพล
ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
โจ กอร์ดอน
และผู้ได้รับความไม่เป็นธรรมท่านอื่นๆ
อันเนื่องมาจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 

"สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งมีพระเถระผู้เป็นชั้นอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งพระอนุเถระผู้เป็นชั้นศิษย์ เมื่อต้องเข้าประชุมโต้เถียงกันในสภาโดยฐานะเป็นสมาชิกเท่ากันก็เป็นเหตุให้เสื่อมความเคารพยำเกรง ผิดหลักพระธรรมวินัย เสียผลในทางปกครอง ทั้งเป็นเหตุให้เสื่อมความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน จะอ้างว่าอนุวัตรตามพระพุทธานุญาตที่ให้สงฆ์เป็นใหญ่ในสังฆกรรมทั้งปวง ทำนองเดียวกับระบอบการปกครองบ้านเมืองที่ให้ประชาชนมีส่วนมีเสียงในการปกครองนั้นไม่ได้[1]

ข้อโต้แย้งเพื่อล้มพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2484 โดย ในปี 2490 ใน สำเนาหนังสือร้องเรียนและบันทึกคำชี้แจงประกอบหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับพระราชบัญญัตคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2484, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2518, น.1-24

 

"...ถ้าเกิดองค์กรใดก็ตามมีสามอำนาจในองค์กรเดียว องค์กรนั้นสมควรเรียกว่า 'มาเฟีย' มากกว่า คือถ้าจะออกกฎเอง ตามหลักสากลก็ต้องเป็นการออกกฎในกรอบของกฎหมายแม่บทที่ตราขึ้นโดยสภา แต่การวินิจฉัยสั่งการ เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้หากจะให้เป็นที่สุดเหมือนกับเขาใช้อำนาจตุลาการเอง อันนี้ยอมไม่ได้ องค์กรเหล่านี้สามารถออกคำสั่งได้ แต่คำสั่งที่ออกมาต้องไม่เป็นที่สุด ต้องสามารถถูกฟ้องร้องต่อศาลได้"

คำให้สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ปี 2554 [2]

 

ชัยชนะของการผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2484 มิได้จีรังยั่งยืน แต่เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติที่ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป การพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยืนกฎหมายดังกล่าวในสังคม นอกจากจะแสดงให้เห็นกลไกการจัดการอำนาจในสังคมสงฆ์แบบประชาธิปไตยที่พังทลายลงไปแล้ว ยังทำให้เราเห็นได้ว่าคุณค่าของแนวคิดประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐานมาตั้งแต่ปี 2475 ถูกปู้ยี่ปู้ยำอย่างย่อยยับทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระดับชาติ การเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลทั่วประเทศ นับเป็นความสำเร็จในการลบมรดกของคณะราษฎรออกจากแผนที่ประเทศไทย ในอีกด้านก็คือ การรุมฉีดยาขนานเดิมที่เปี่ยมล้นอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่ผู้สมัครอยู่ที่ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ การทำความเข้าใจความเสื่อมสลายของอุดมการณ์ประชาธิปไตยของกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกระจกสะท้อนถึงสังคมการเมืองไทยและทำให้เราประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้แม่นยำมากขึ้นด้วย

พลังจากการสั่งสมของระบบศักดินาและอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมในสังคมไทยมีรากฐานที่ลงลึกและสลับซับซ้อนมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันถูกผูกอยู่กับโครงสร้างทางการเมืองแบบจารีตที่มีอายุยาวนาน ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ที่มีต่อคณะสงฆ์นั้นยึดโยงตั้งแต่ยอดบนสุดคือ สถาบันกษัตริย์จากนั้นก็ลดหลั่นมาสู่เจ้านาย ขุนศึก ขุนนาง และชาวบ้าน

การตีกลับของพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสามารถคว่ำอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎรลงไปได้นั้นผ่านการบ่มเพาะและต่อสู้มาจนสุกได้ที่ หากมองแบบโลกคู่ขนานกันกับโลกของฆราวาสแล้ว ภายในโลกของของคณะสงฆ์ เราก็จะเห็นการขับเคี่ยวต่อสู้ที่เข้มข้นไม่แพ้กัน แต่พลังของพ.ร.บ. 2484 นับว่ายังมีโอกาสอยู่รอดยาวนานกว่า หลังจากที่อุดมการณ์และตัวบุคคลในนามคณะราษฎรได้ถูกโค่นทำลายไปแล้วตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2490

 

การเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คดีสวรรคต และจุดจบคณะราษฎร

แม้ปรีดี พนมยงค์จะขึ้นมามีอำนาจ ด้วยการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงสั้นๆ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นในปี 2489 ความมั่นคงดังกล่าวช่างไม่ยั่งยืน กลุ่มอำนาจของเขาพังทลายลงด้วยข้อกล่าวหาทางการเมือง จากพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างประชาธิปัตย์ กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ผสมโรงกับข้อกล่าวหาทุจริตคอรัปชั่นโดยพรรคพวกของปรีดี ทำให้รัฐนาวาของคณะราษฎรปีกซ้ายกลุ่มปรีดี ต้องพบจุดจบด้วยการรัฐประหารในปี 2490 รัฐประหารครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ทหารทำการยึดอำนาจโดยด้วยกำลังและฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศทิ้ง สำหรับผู้เขียนแล้วนับเป็นความรุนแรงที่เลวร้ายอุกฉกรรจ์ที่ได้ทำลายบรรทัดฐานทางสังคมการเมืองที่เชื่อมั่นในความเสมอภาคของคน มันไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการโต้กลับจากฟากฝั่งอนุรักษ์นิยมเพื่อรื้ออุดมการณ์ของคณะราษฎร และสร้างอุดมการณ์และความชอบธรรมทางการเมืองของตนขึ้นมาใหม่

นั่นคือ ต้นแบบของการรัฐประหารที่กลายเป็นวงจรขบวนการอุบาทว์ ที่ทหารใช้กำลังยึดอำนาจและถ่ายเทอำนาจรัฏฐาธิปัตย์มาสู่ตนโดยสร้างข้ออ้างที่อิงแอบกับสถาบันทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม รัฐธรรมนูญที่เคยศักดิ์สิทธิ์และถูกยกย่องว่าจะอยู่ชั่วกัลปาวสานกลับถูกเหยียบย่ำและฉีกทิ้งง่ายๆ เพื่อสถาปนาความชอบธรรมของหมู่คณะของคน วิธีการนี้สืบทอดอย่างต่อเนื่องมาจนถึงครั้งล่าสุดในปี 2549

พลังอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมนานาชนิดเติบโตอย่างโรแมนติก บีบคั้นอารมณ์ มีสีสันภายใต้การเมืองวัฒนธรรมของฝ่ายขวาเติบโตและขายดิบขายดี วรรณกรรมที่เป็นหมุดหมายที่สำคัญก็คือ สี่แผ่นดิน ศัตรูเก่าของคณะราษฎร ที่เป็นนักโทษการเมืองรวมทั้งปัญญาชนฝ่ายขวาก็ผลิตผลงานสารคดีการเมืองเพื่อตอกย้ำความเลวร้ายของคณะราษฎร

พร้อมทั้งสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าและพวกพ้องอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

อาจกล่าวได้ว่าความล่มสลายพ่ายแพ้ของคณะราษฎร นอกจากจะปราชัยต่อกำลังทหาร (ที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบในกบฏวังหลวงปี 2492 ) แล้ว ยังสู้ไม่ได้เลยกับกระแสนิยมในด่านวัฒนธรรมอันโรแมนติกโหยหาวันหวาน โลกหลัง 2490 จึงกลายเป็นโลกคนละใบกับ 15ปีที่แล้ว ที่คนสามัญขึ้นมากู่ร้องตะโกนต่อชัยชนะในนามของความเสมอภาค

 

รอยปริแตกในคณะสงฆ์ การเสี้ยมสอนและความอ่อนแอ

การเมืองในคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นมานานนมตั้งแต่ก่อนที่โครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์จะเดินตามแนวคณะราษฎรเสียอีก ในโครงสร้างใหม่แม้โดยอำนาจการปกครองจะถูกแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 เพื่อถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกัน แต่ปัญหาหลักกลับเป็นอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมที่ยังเกาะแน่นอยู่ภายในสังคมสงฆ์อย่างแข็งแกร่ง ระบบเส้นสายและอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกก็ถือเป็นด่านกั้นสำคัญที่ไม่ค่อยจะลงตัวกับแนวคิดแบบมนุษยนิยม เหตุผลนิยม และความเสมอภาค ที่มากับระบอบประชาธิปไตย

จุดอ่อนที่สำคัญของระบอบใหม่ก็คือ มันมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะทำให้ฝ่ายอำนาจเก่ารุกกลับมาใช้อำนาจเข้าไปล้มล้างการดำรงอยู่ของกฎหมายฉบับนี้

 

การเมืองในจีวร กับ ความขัดแย้งระหว่างมหานิกาย

การแตกแยกของคณะสงฆ์ ไม่ได้แยกเป็น 2 เสี่ยง เฉพาะมหานิกาย กับ ธรรมยุตเพียงเท่านั้น พบว่าในมหานิกายเองก็ยังแบ่งฝ่ายเป็นมหานิกายดั้งเดิมและ มหานิกายแปลงอีก ที่มีของเรื่องนี้อยู่ที่ "จีวร"

สมเด็จกรมพระวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช ได้พยายามเปลี่ยนรูปแบบการครองผ้าด้วยการนำไปสู่เป็นวาระหลักประชุมในปี 2457 [3] ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่จะบีบให้พระมหานิกายครองจีวรแบบธรรมยุต ในครั้งนั้นได้ทำให้พระมหานิกายเกิดความเห็นเป็น 2 ฝ่ายนั่นคือ ฝ่ายที่สนับสนุนที่เป็นพระผู้ใหญ่ก็คือ สมเด็จพระวันรัต (ฑิต อุทโย) วัดมหาธาตุ และพระพรหมมุนี (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม และพระอีก 10 รูป กับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคือ พระพิมลธรรม (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา ญาณฉนฺโท) วัดระฆังโฆสิตาราม และพระเทพเวที (น่วม) วัดสระเกศ [4] นี่คือ รอยปริแตกที่นำไปสู่การแบ่งฝักฝ่ายในมหานิกาย การวินิจฉัยดังกล่าวในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับจากพระผู้มีอำนาจชั้นผู้ใหญ่ ให้พระชั้นผู้น้อยปฏิบัติตาม [5] อย่างไรก็ตามเรื่องการครองจีวรก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ปล่อยให้เกิดความคลุมเครือต่อไป แต่นั่นก็ได้บ่มเพาะความไม่ไว้วางใจกันในมหานิกายขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เนื่องจากการความหวาดระแวงของมหานิกายที่มีต่อธรรมยุตว่าจะเข้ามาครอบงำมหานิกาย อันเป็นประสบการณ์ความเจ็บปวดโดยตรงที่พวกเขาเคยเผชิญมา

 

มหานิกาย กับตำแหน่งสังฆนายกที่หลุดลอย

หากมองเพียงผิวเผินจะเห็นว่า เมื่อคณะราษฎรกลับมาเป็นใหญ่ ได้ส่งผลดีต่อการกลับมามีอำนาจของมหานิกายด้วย สมเด็จพระวันรัต วัดสุทัศนเทพวราราม (แพ ติสฺสเทโว) ได้รับตำแหน่งพระสังฆราช หลังจากที่ธรรมยุตครองตำแหน่งนี้มาถึง 2 สมัยติดต่อกันมา

อย่างไรก็ตามในโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์หลังจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ได้แบ่งอำนาจอธิปไตยเป็น 3 ส่วน คือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ในทางปฏิบัติแล้ว ตำแหน่งสำคัญที่สุดก็คือ สังฆนายก ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่จะทำหน้าที่วางนโยบายในการผลักดันความก้าวหน้าของคณะสงฆ์ดุจดั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือกันว่าเป็นตำแหน่งที่กุมอำนาจเหนือกว่า ประธานสังฆสภา ประธานวินัยธร และสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นประมุขเสียอีก

แคนดิเดทสังฆนายกที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่งของฝ่ายมหานิกายก็คือ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ ขณะที่ฝ่ายธรรมยุต คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) อย่างไรก็ตามด้วยความที่สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระมหานิกายแปลง และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้าวชิรญาณวโรรสมาก่อน ทั้งยังเป็นผู้ที่ผลักดันให้การศึกษาของมหาธาตุวิทยาลัยมีความเติบโตก้าวหน้ามาก จึงมีศิษย์ที่เป็นทั้งพระในฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต [6] ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายธรรมยุตทำให้สมเด็จพระวันรัต (เฮง) ถูกระแวงแก่คณะสงฆ์มหานิกายดั้งเดิม ไม่เพียงเท่านั้นในสายตาของคณะปฏิสังขรณ์ฯ เห็นว่าหลังจากที่คณะได้ดำเนินการเรียกร้องพ.ร.บ.สงฆ์อย่างเปิดเผย ในครั้งนั้นกลับไม่พบพระจากวัดมหาธาตุและวัดเบญจมบพิตรที่อาจนับว่าเป็นวัดมหานิกายแปลงเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วยเลย [7] เหล่านี้คือ ความกังขาต่อความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสำคัญของ สมเด็จพระวันรัต (เฮง)

สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)
สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)

ดังนั้นจึงเข้าใจได้ว่า ทำไมแทนที่ฝ่ายมหานิกายจะรวมตัวกันหนุนให้สมเด็จพระวันรัต (เฮง) ขึ้นเป็นสังฆนายกรูปแรกในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายมหานิกายนั่นแหละที่กีดกันมหานิกายกันเอง จนในที่สุด สมเด็จพระวันรัต (เฮง) ต้องไปรับตำแหน่งประธานสังฆสภาเสีย ความขัดแย้งนี้กลับเป็นผลดีแก่ฝ่ายธรรมยุตที่มีความเป็นเอกภาพมากกว่า ในที่สุดก็สามารถผลักดันให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ขึ้นเป็นสังฆนายกได้สำเร็จ

เมื่อพิจารณากลับไปที่อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 แล้วจะพบว่า การจัดสรรตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้ทำให้มหานิกายมีความได้เปรียบเลย กลับเป็นฝ่ายธรรมยุตได้ดำรงตำแหน่งผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่นคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) วัดบรมนิวาส ในตำแหน่งสังฆนายก (2485) [8] และอำนาจตุลาการ นั่นคือ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศ ในตำแหน่งประธานคณะวินัยธร (2485) [9] ถือเป็น 2 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย

 

ประชุมสังคายนาพระไตรปิฏก ธรรมวินัยเพื่อรวมคณะสงฆ์

ระเบิดเวลาที่ฝ่ายธรรมยุตตระหนักดีนั่นก็คือ การระบุไว้ในบทเฉพาะกาลว่าภายใน 8 ปีหลังประกาศใช้กฎหมายนี้จะให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกและรวมนิกายทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากรัฐบาลเปิดวัดประชาธิปไตย (ซึ่งต่อมาก็คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน) ในปี 2485 ก็เริ่มเดินหน้าจัดการสร้างความเอกภาพในวงการสงฆ์ โดยการเริ่มผลักดันการสังคายนาพระไตรปิฎกโดยมีนัยเพื่อการชำระความเข้าใจให้ตรงกันเพื่อที่จะรวมทั้งสองนิกายให้เป็นหนึ่งเดียว การประชุมครั้งแรกมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2486 ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระสังฆราช (ติสฺสเทวมหาเถร) วัดสุทัศน์ฯ เป็นประธานในการประชุม แม้จะมีผู้เข้าร่วมอย่าง คณะสังฆมนตรี พล.ต.ประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมการศาสนา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัยก็ตาม แต่การประชุมที่มีในครั้งหลังๆ ก็ไม่สามารถสร้างความคืบหน้าจนต้องเลิกราไปในที่สุด [10] นัยของสังคายนาคือ การรวมนิกาย เป็นสิ่งที่ฝ่ายธรรมยุตไม่ยอมให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เรื่องนี้ถูกทำให้เงียบและหายไปในที่สุด

 

การเมืองในอายุขัย การเมืองในความตาย

ความตายไม่ใช่การสิ้นสุดหรือจุดจบของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตและอำนาจเท่านั้น แต่เป็นโอกาสของอำนาจใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ด้วย ความตายจึงผูกพันอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทางการเมืองอยู่เสมอ โดยเฉพาะในสังคมอนุร้กษ์นิยมที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส ที่ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีอาวุโสมาก และมีเส้นสายอุปถัมภ์ที่แข็งแกร่ง ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ในคณะสงฆ์จึงพบปัญหาว่า กว่าที่พระผู้ใหญ่จะขึ้นมามีอำนาจในการปกครอง แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์มามากเพียงใด แต่สังขารและความสดใหม่ในเชิงสร้างสรรค์นั้นก็มีข้อจำกัดเสียแล้ว กรณีของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ที่ว่ากันว่าได้ขึ้นตำแหน่งสมเด็จในอายุที่น้อยมาก นั่นก็คือเมื่ออายุได้ 58 ปีแล้ว [11] ดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยเลยว่า พระชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจอยู่ล้วนแก่พรรษา และสังขารร่วงโรยเกือบทั้งสิ้น ยังไม่รวมปัญหาที่ว่าพระผู้ใหญ่ที่เจ็บป่วยไม่สามารถดำเนินการในตำแหน่งตัวเอง ได้มอบหมายให้พระลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ดำเนินการแทนอีก

หลังพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 มรณกรรมของพระผู้ใหญ่ 2 รูปใกล้ๆกัน กลับเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองในคณะสงฆ์มหานิกาย เพราะว่าพระทั้งสองนั้นเป็นบุคลากรที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ มรณภาพเมื่อปี 2486 มีผลให้ตำแหน่งประธานสังฆสภาตกอยู่กับ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) อีกปีถัดมา สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ สิ้นพระชนม์ในปี 2487 [12] ประมุขของสงฆ์ และผู้กุมอำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ สังฆนายก ประธานสังฆสภา และประธานวินัยธร จึงอยู่ในอำนาจของพระสงฆ์ในฝ่ายธรรมยุตทั้งหมด

สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว 2399-2487)
สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว 2399-2487)

ความตายของพระเถระหลังจากนี้ ยิ่งก่อปมเงื่อนทางการเมืองในคณะสงฆ์ให้ทวีขึ้น อย่างที่พระในสังคมสงฆ์ไม่อาจจะจินตนาการได้

 

ล้ม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ภาคแรก

ความเข้มแข็งอันเนื่องมาจากเอกภาพและการกุมสภาพนำของฝ่ายธรรมยุต ได้นำไปสู่การหาวิธีถอดสลักระเบิดเวลาเรื่องการรวมนิกายออก พบการระบุว่าในช่วงที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพในช่วงรอยต่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นว่ากันว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่ง ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้พิจารณาด้วยซ้ำ [13] อย่างไรก็ตามระหว่างนี้พระผู้ใหญ่ในฝ่ายมหานิกายก็ได้ไหวตัวทันและจับตาการเคลื่อนไหวดังกล่าวอยู่

 

ข้อขัดแย้งเรื่องการตั้งสังฆนายก

แม้ว่าในปี 2489 จะมีการประชุมสังฆสภา ได้มีการเลือกพระธรรมวโรดม (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ เป็นประธานสังฆสภา และพระปิฎกโกศล (พระธีรภทฺโท) วัดประยุรวงศาวาส เป็นรองประธานสังฆสภา [14] ซึ่งล้วนเป็นพระจากมหานิกาย แต่ในปีเดียวกันนี้ก็ถือว่าเป็นระยะที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งของสังฆนายกด้วย ตำแหน่งอันสำคัญยิ่งของคณะสงฆ์นี้ทางฝ่ายธรรมยุตได้เดินหน้าผลักดันให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นสังฆนายก สืบเนื่องจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) [15] โดยไม่พิจารณาว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) จะชราภาพมากแล้วที่อายุ 74 ปี

ขณะที่ฝ่ายมหานิกายเองก็มีแคนดิเดทอยู่หลายตัวเลือกนั่นคือ สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) อายุ 70 วัดพระเชตุพน, พระพรหมมุนี (ปลด กิตฺติโสภโณ) อายุ 57 วัดเบญจมบพิตร, พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) อายุ 55 วัดมหาธาตุ [16] อย่างไรก็ตามดังที่ทราบกันเมื่ออำนาจอธิปไตยและประมุขของคณะสงฆ์อยู่แต่ในมือพระธรรมยุต ในที่สุดการโต้แย้งการผลักดันคนของธรรมยุตโดยพระฝ่ายมหานิกายก็ไม่เป็นผล เพราะในที่สุดฝ่ายธรรมยุตก็บรรลุเป้าหมาย

ข้อโต้แย้งที่ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) ชราจนเกรงจะทำงานไม่ไหว ก็ได้การแต่งตั้งให้พระธรรมปาโมกข์ (จวน อุฏฺฐายี) สังฆมนตรีว่าการองค์กรเผยแผ่ เป็นผู้สั่งการในตำแหน่งสังฆนายก [17] ทั้งที่มีอาวุโสน้อยกว่าแคนดิเดทฝ่ายมหานิกาย การตัดสินใจตั้งสังฆนายกโดยไม่มีมาตรฐานและลำเอียงเข้าฝ่ายธรรมยุตอย่างจะแจ้งเช่นนี้จึงสร้างความไม่พอใจให้กับพระมหานิกายอีกครั้ง

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)

 

สำนักอบรมครูวัดสามพระยา สุมกำลังโต้ธรรมยุต

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมหานิกายตั้งสำนักอบรมครูวัดสามพระยา เพื่อสกัดกั้นฝ่ายธรรมยุตในการล้มพ.ร.บ.ปัจจุบัน ปี 2489 พระปริยัตโศภน (ฟื้น ชุตินฺธรมหาเถร) วัดสามพระยา ได้เป็นแกนนำในจัดตั้งสำนักอบรมครูวัดสามพระยา (ส.อ.ส.) โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือ พระพรหมมุนี (ปลด กิตตฺโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร และพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) วัดมหาธาตุ [18] เป้าหมายลึกๆของการตั้งสำนักนี้เพื่อใช้เคลื่อนไหวสกัดกั้นความพยายามของฝ่ายธรรมยุตที่จะคว่ำพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 นั่นเอง แต่จุดประสงค์การจัดตั้งสำนักอย่างเป็นทางการนั้นชี้ว่า เน้นการปลูกฝัง ความรู้ ความฉลาด ความสามารถ และความประพฤติดีให้เกิดขึ้นแก่ผู้รับการอบรม และมีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์และกิจการพระศาสนา ขนบธรรมเนียมและการศึกษาให้ "อวดแก่ศาสนาอื่นๆให้ได้" ที่น่าสนใจก็คือ ได้มีการเชิญพระมหาเปรียญและพระคณาธิการ (พระสังฆาธิการ) ในระดับต่างๆ จากกรุงเทพและต่างจังหวัดมารับการอบรมเป็นรุ่นๆ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส ซึ่งระหว่างการบรรยายก็มีการพูดจาพาดพิงถึงคณะสงฆ์ธรรมยุตอย่างรุนแรงและตรงไปตรงมา [19] ความเคลื่อนไหวในสำนักนี้จึงเป็นป้อมค่ายที่ฝ่ายมหานิกายส่วนหนึ่งใช้ในการระดมบุคลากร และหลอมรวมความคิดต่อต้านธรรมยุตอย่างแข็งขัน

ปฏิกิริยาจากการกระทำดังกล่าวก็คือ มีคำวิจารณ์ถึงสำนักอบรมครูวัดสามพระยาว่าเป็น "ลัทธิอุบาทว์" "สำนักอั้งยี่สามพระยา" ทั้งยังเรียกร้องให้บอยคอตต่อสำนักนี้ นอกจากนั้นฝ่ายธรรมยุตเอง เมื่อพลันทราบข่าวก็ได้มีหนังสือเวียนไปถึงพระสามเณรในสังกัดว่า มีพระนิกายหนึ่งได้รวมตัวกล่าวจ้วงจาบคณะของตนอย่างรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย แต่ขอให้จงตั้งในอาการสงบและใช้ขันติธรรมให้ถึงที่สุด [20]

ความเคลื่อนไหวของสำนักอบรมครูวัดสามพระยา อาจนับได้ว่าเริ่มจุดติด เมื่อพระทั้งหลายในมหานิกายได้ให้ความสนใจ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากจนมีการกล่าวไว้ว่า ประสบปัญหาที่พักอาศัยและการขบฉัน ปาฐกถาพิเศษแต่ละครั้งก็มีบรรพชิต คฤหัสถ์ รวมถึงสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอันมาก [21] การณ์ทั้งหลายเหมือนจะไปได้ดีและเข้าทางต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายมหานิกาย แต่ก็เกิดสะดุดด้วยขัดแย้งภายในอีกเหตุการณ์หนึ่ง นั่นคือ ปัญหาที่มาจากการมรณภาพของสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสฺสทตฺโต) วัดพระเชตุพนฯ สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ปี 2490 [22]

วัดสามพระยา ที่ตั้งสำนักอบรมครูวัดสามพระยา ฐานต่อต้านฝ่ายธรรมยุตของฝ่ายมหานิกาย
วัดสามพระยา ที่ตั้งสำนักอบรมครูวัดสามพระยา ฐานต่อต้านฝ่ายธรรมยุตของฝ่ายมหานิกาย

 

จี้ที่จุดอ่อน แบ่งแยกแล้วปกครอง แคนดิเดทชิง มท.1 ของสงฆ์

การเพลี่ยงพล้ำของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายไม่ได้อยู่ที่การสูญเสียบุคลากรเท่านั้น แต่ความขัดแย้งร้าวฉานภายในมหานิกายเองก็ทำให้ความเป็นเอกภาพเริ่มเสื่อมคลายลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อแคนดิเดทที่จะชิงตำแหน่ง สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง นับเป็นพระผู้ใหญ่ทั้งสองรูปจากมหานิกายอย่าง พระพรหมมุนี (ปลด กิตตฺโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร และพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) วัดมหาธาตุ ที่เคยสนับสนุนการดำเนินการของสำนักอบรมครู วัดสามพระยา โดยชื่อชั้นแล้ว ทั้งสองล้วนมีความสามารถที่โดดเด่น เหมาะสมนับได้ว่าาตำแหน่งนี้เทียบเท่ากับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของทางโลกเลยทีเดียว [23] เป็นที่สงสัยว่า การที่ผู้มีอำนาจฝ่ายธรรมยุตเลือกพระพิมลธรรม (ช้อย) ให้ดำรงตำแหน่งนี้ ก็เพื่อที่จะสร้างให้เกิดช่องโหว่ที่จุดเกรงใจนี้เอง การทำให้เกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจระหว่างพระทั้งสองรูปนั้น ยังกระทบชิ่งไปถึงสำนักอบรมครูวัดสามพระยาด้วย ทำให้การดำเนินกิจกรรมของสำนักนี้ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีจนมีลักษณะอ่อนตัวลงอีกอย่างเห็นผล [24] พระพิมลธรรม (ช้อย) ได้รับแต่งตั้งในเดือนเมษายน 2490

 

อ้างประชาธิปไตยและไตรปิฎก เพื่อล้มประชาธิปไตยในคณะสงฆ์

เมื่อธรรมยุตกระชับอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในตำแหน่งสำคัญได้อีกครั้ง ความเคลื่อนไหวเพื่อคว่ำพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ก็ค่อยๆเผยตัวออกมาในที่แจ้ง โดยเฉพาะหลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2489 ฝ่ายธรรมยุตพลิกเกมโดยหยิบฉวย มาตรา 13 ที่ว่าด้วย "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาหรือลัทธินิยมใดๆ และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชน" [25] มาตีความว่า การดึงดันที่จะรวมนิกายเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้ การดำเนินการอย่างเป็นระบบแสดงออกมาอย่างชัดเจนในจดหมายของพระเถรธรรมยุตที่ลงนามพระเถระ 22 รูป ตั้งแต่พระระดับสังฆนายกลงมา โดยยื่นให้แก่ สมเด็จพระสังฆราช [26] ซึ่งมีประเด็นสำคัญในการโจมตีพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 อยู่ 2 เรื่องหลักได้แก่ การละเมิดต่อกฎอันได้แก่ พระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฎก รัฐธรรมนูญ ตลอดจนธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกัน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ ความบกพร่องในตัวบทของกฎหมายดังกล่าว

การละเมิดต่อพระธรรมวินัยนั้น นอกจากรัฐบาลที่ผ่านมาจะออกกฎหมายโดยออกตัวว่าจะตีความการปฏิบัติเพื่อรักษาพระธรรมวินัยแต่ก็เห็นว่า ไม่สามารถทำได้จริง [27] และการที่พ.ร.บ.มีความตั้งใจที่จะรวมนิกายทั้งสองนั้น ถือเป็นการละเมิดพระวินัยเรื่องห้ามภิกษุนานาสังวาส ซึ่งนั่นก็ถือว่าการเหยียดและกล่าวหาพระมหานิกายว่าไม่เป็นอุปสัมบันไม่เป็นพระอีกด้วย [28]

การละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ อ้างเรื่องบทเฉพาะกาล 8 ปีขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2489 ที่ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา นอกจากนั้นที่น่าสนใจ มีการนำประเด็นเกี่ยวกับเสรีภาพในการนับถือศาสนาในกรณีต่างประเทศด้วย [29]

การละเมิดต่อธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา การสังคายนาจะไม่ทำให้รวมนิกายได้ อ้างการทำไตรปิฎกฉบับงานพระบรมศพ ร.6 ปี 2470 ที่ผ่านมาก็ไม่ทำให้รวมนิกายได้ [30] และไม่เป็นไปตามคลองธรรม อ้างว่า พ.ร.บ.เกิดขึ้นเพราะถูกฝืนใจบังคับให้ผิดจากพระวินัย [31] ธรรมยุตมีน้อยกว่ามหานิกาย ในทางปฏิบัติมหานิกายจะกลืนธรรมยุตให้เปลี่ยนลัทธิที่นิยมมาช้านาน กฎหมายนี้จึงเป็น "กฎหมายซ่อนเงื่อน" [32]

แต่เหตุผลที่น่าจะตรงใจของฝ่ายต่อต้านมากที่สุดน่าจะเป็นข้ออ้างที่ว่า พ.ร.บ.ฯ นี้ขัดกับวิธีปกครองสงฆ์ จากเดิมที่เคยปกครองแบบอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ พ.ร.บฯนี้ทำให้สงฆ์เป็นรูปการเมือง "สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งมีพระเถระและผู้เป็นชั้นอุปัชฌาย์อาจารย์ ทั้งพระอนุเถระผู้เป็นชั้นศิษย์ เมื่อต้องเข้าประชุมโต้เถียงกันในสภาโดยฐานะเป็นสมาชิกเท่ากัน ก็เป็นเหตุให้เสื่อมความยำเกรงผิดหลักพระธรรมวินัย เสียผลในการปกครอง ทั้งเป็นเหตุให้เสื่อความเคารพยำเกรง ผิดหลักพระธรรมวินัย" [33]

นอกจากนั้นการชำระคดี พวกเขายังอ้างคติทางศาสนาถือว่า ปล่อยผู้กระทำผิดคนเดียวไว้ในศาสนา ย่อมทำให้หมู่เสื่อมเสีย เป็นเหตุให้พระศาสนาเศร้าหมอง ต้องแก้ไขไม่ให้เป็นที่รังเกียจสงสัยของหมู่ และไม่ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่ผู้ละเมิดพระวินัย และไม่เห็นด้วยกับกฎหมายบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายมีหลักเกณฑ์ที่จัดการแก่ผู้กระทำผิดที่ในบางกรณีแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้จริงตามกฎหมายก็ปล่อยผู้กระทำผิด ถือกันตามคติที่ว่าปล่อยคนผิด ดีกว่าลงโทษผู้ไม่ผิด หากสงสัยไม่มีหลักฐาน ก็ยกผลประโยชน์ให้จำเลย ซึ่งสวนทางกับคติพุทธศาสนาแบบที่พวกเขาเข้าใจ [34]

หนังสือเพื่อคว่ำพ.ร.บสงฆ์นี้เขียนขึ้นใน ปี 2490

 

แคนดิเดทชิง มท.1 ของสงฆ์ และความแตกแยกของมหานิกายรอบใหม่

มรณกรรมของพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) ในเดือนมกราคม 2491 นับเป็นการจากไปของพระผู้ใหญ่ที่มีความสำคัญเนื่องจากว่า พระรูปนี้ครองถึง อีกรูป 3 ตำแหน่ง นั่นคือ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ เจ้าคณะตรวจการภาค 1 และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง

ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุนั้นในที่สุดก็ตกเป็นของ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อาจ อาสโภ) วัดสุวรรณดาราม อยุธยา โดยราบรื่น แต่ที่เป็นปัญหาสำคัญก็คือ ตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ที่ว่างลง อย่าลืมว่าตำแหน่งนี้ ก็เคยเป็นตำแหน่งที่ล่อให้เกิดความขัดแย้งมาแล้วในครั้งหนึ่ง พระปริยัติโศภณ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา ได้แสดงความเห็นว่า ควรให้ สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร ขึ้นครองตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เพราะนอกจากสมเด็จพระวันรัต (ปลด) เคยเป็นเคนดิเดทคู่กับพระพิมลธรรม (ช้อย) มาก่อนแล้ว ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้ทางความคิดกับฝ่ายธรรมยุต ดังนั้นสมเด็จพระวันรัต (ปลด) จึงมีความเหมาะสมในตำแหน่งเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่คู่แคนดิเดทในครั้งคือ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อาจ อาสโภ) วัดสุวรรณดาราม อยุธยา อันเป็นพระในสายวัดมหาธาตุ ซึ่งในมุมมองของพระปริยัติโศภณ (ฟื้น) แล้วถือว่าเป็นคนอ่อน อาจถูกธรรมยุตครอบงำได้ [35] ซึ่งไม่นับว่ามีคุณสมบัติมากพอที่จะต่อกรกับฝ่ายธรรมยุต

ความคิดดังกล่าวพระปริยัติโศภณนำไปปรึกษาไปทั่ว และพบว่าส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มว่าจะเห็นด้วย [36] แต่การตัดสินใจแต่งตั้งจากตำแหน่งนี้จาก สังฆมนตรี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2491 กลับพลิกโผ และกลายเป็นว่า พระธรรมไตรโลกาจารย์ได้ขึ้นครองตำแหน่งนี้แทน เหตุการณ์นี้ทำให้พระปริยัติโศภณ (ฟื้น) เสียหน้าและทำการลาออกจากตำแหน่ง สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาทันที [37]

ด้วยวิธีเช่นนี้จึงทำให้ฝ่ายมหานิกาย ถูกแบ่งเป็น 2 เสี่ยงด้วยความขัดแย้ง คือ สายวัดเบญจมบพิตร นำโดย สมเด็จวันรัต (ปลด)-สายวัดสามพระยา นำโดย พระปริยัติโศภณ (ฟื้น) กับอีกเสี่ยงคือ ฝ่ายวัดมหาธาตุ นำโดย พระธรรมไตรโลกาจารย์ [38] ความขัดแย้งได้บานปลายไปสู่ระดับโครงสร้างและมีผลทำให้พ.ร.บ.คณะสงฆ์จบชีวิตลง และเกิดกรณีที่อัปยศที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในสังคมไทย

 

ตั้งสังฆนายก ต้องมหานิกายเท่านั้น!

ตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองที่ว่ายิ่งใหญ่แล้ว ตำแหน่งสังฆนายกยิ่งแล้วใหญ่ วิกฤตสังฆนายกประทุขึ้น หลังมรณกรรมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณถาวโร) สังฆนายก ในเดือนมิถุนายน 2494 มีผลให้สังฆมนตรีถูกยุบไปด้วย การแต่งตั้งสังฆมนตรีรูปใหม่นั่นคือ พระศาสนโสภณ (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยารามวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ขึ้นเป็นพระสังฆนายก ในเดือนมิถุนายน 2494 [39] ความขุ่นเคืองจนเกินรับไหวของคณะสงฆ์มหานิกาย ได้ระเบิดออกมาด้วยการเคลื่อนไหวโค่นล้มสังฆนายกรูปใหม่หมาดๆ

ในสายตาของพระมหานิกายแล้ว สังฆนายกรูปใหม่จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตรที่สมทั้งวัยวุฒิและฐานันดรศักดิ์มากกว่า ยังไม่นับว่า สมเด็จพระวันรัต (ปลด) พลาดจากตำแหน่งสำคัญมาตั้งแต่สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เนื่องจากที่ผ่านมานั้นการพิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ก็อยู่แต่ในมือคณะสงฆ์ธรรมยุติ ส่วนพระมหานิกายถูกกีดกันออกมา สภาพดังกล่าวดำรงมาตั้งแต่ปี 2485-2494 ในเวลาเกือบสิบปีที่สังฆนายกมาจากธรรมยุต [40]

ประเด็นร้อนนี้ถูกยกระดับขึ้นเมื่อ พระเทพเวที (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา ได้ยกประเด็น "สองหัวสองหาง" ขึ้นมาตอบโต้ธรรมยุต เพื่อให้แยกสังฆนายกของทั้งสองฝ่าย ท่าทีเช่นนี้ไปกันได้กับความอึดอัด และสิ่งที่พระมหานิกายจำนวนมากคิดอยู่ ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในการล่าลายเซ็นพระ เมื่อนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงครามทราบเรื่อง ก็ขอร้องให้ใช้วิธีอื่นเพราะเกรงจะทำให้สงฆ์แตกแยกมากกว่าที่เป็นอยู่ [41]

อย่างไรก็ตามเมื่อพระทั้งหลายได้ตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว ด้วยการลงนามอย่างเปิดเผย ประเมินกันแล้วว่าถ้าหากหยุดเคลื่อนไหวก็คงจะพบกับหายนะด้วยอำนาจการปกครองที่ไม่เป็นธรรมที่กดทับอยู่ จึงเสี่ยงเดินหน้าต่อไปพึ่งพระผู้ใหญ่ในมหานิกาย และได้รับคำปรึกษาว่า ให้ไปขอลายเซ็นจาก พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ซึ่งบัดนั้นเป็นสังฆมนตรีองค์การปกครอง อันจะส่งผลการเคลื่อนไวมีน้ำหนักและมีความชอบธรรม

 

จากม็อบสงฆ์โค่นสังฆนายกธรรมยุต สู่ข้อตกลงตำหนักเพชร

ในเบื้องต้นพระพิมลธรรม (อาจ) กล่าวปฏิเสธในการลงนามด้วยเหตุผลว่า หากร่วมลงนามแล้ว ก็จะถือได้ว่าเป็นผู้เสียหาย มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะทำให้สูญเสียความเป็นกลางไม่สามารถโต้แย้งในที่ประชุมสังฆมนตรีได้ หรือโต้แย้งก็อาจไม่มีน้ำหนัก อย่างไรก็ตามพระที่ยกโขยงกันมาล่าลายเซ็นได้ทั้งปลอบทั้งขู่ จนมีผู้เหลืออดบริภาษต่อพระพิมลธรรม (อาจ) ว่า "ไอ้ชาติลาวตาขาว" ถึงจุดนั้นทำให้พระพิมลธรรม (อาจ) เปลี่ยนใจลงนามให้ แต่มีข้อแม้ว่า จะขอแก้ไขหนังสือฉบับนั้นด้วยตนเอง ซึ่งในวันต่อมาก็มีหนังสือสองฉบับไปที่นายกรัฐมนตรี ในเรื่อง "ขอถวายตำแหน่งสังฆนายกแด่สมเด็จพระวันรัต" และสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง "ขอร้องให้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งสมเด็จพระวันรัตเป็นสังฆนายก" [42] หลังจากที่พระพิมลธรรม (อาจ) ยื่นหนังสือไปแล้วและรอคอยอย่างใจเย็น พระอีกส่วนหนึ่งที่เป็นระดับเจ้าคณะตรวจการภาค เจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาค เจ้าคณะจังหวัด และผู้แทนเจ้าคณะจังหวัด รวม 71 รูปทั่วประเทศ ก็ลงนามยื่นหนังสือลงวันที่ 30 มิถุนายน 2494 สนับสนุนมติพระจำนวน 47 รูปที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ กดดันอย่างหนักเข้าไปอีก [43]

พลังที่กดดันอย่างมากนี้ ในที่สุดก็นำไปสู่การประชุมที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศ ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2494 โดยคณะธรรมยุตยินยอมให้แต่งตั้งพระฝ่ายมหานิกายเป็นสังฆนายก แต่ต้องรับเงื่อนไข คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ในการปกครองส่วนกลาง ให้คณะสังฆมนตรีบริหารร่วมกัน แต่ปกครองบังคับบัญชาตามนิกาย การปกครองส่วนภูมิภาคให้แยกตามนิกาย [44] ต่อมาข้อตกลงนี้เรียกว่า "ข้อตกลงตำหนักเพชร" ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อที่ประชุมที่ข้อสรุป สมเด็จพระสังฆราชก็แจ้งว่า พระศาสนโศภณ (จวน) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งสังฆนายกแล้ว [45] คล้ายกับว่าเตรียมการกันมาก่อน อย่างไรก็ตามในความขัดแย้งนี้ที่แบ่งการปกครองอย่างชัดเจนขึ้น กลับทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างนิกายที่จะสร้างผลงานในอาณาจักรของตนมากขึ้น [46]

ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศ
ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศ

 

พุทธทาสกับการวิจารณ์โครงสร้างปกครองสงฆ์ [47]

ในสังคมการเมืองสงฆ์ เรายังพบบันทึกที่พุทธทาสภิกขุวิจารณ์โครงสร้างการปกครองสงฆ์ โดยบันทึกไว้ในหน้าที่ระบุวันที่ 18-21 มีนาคม 2495 วิจารณ์ว่าควรจะปรับเปลี่ยน เพราะมีลักษณะเป็นเผด็จการโดยตรงและโดยอ้อม ไม่เป็น "สังฆาธิปไตย" หรือไม่เป็นไปตาม "ธรรมวินัยแท้" พุทธทาสได้เขียนถึง "ระบอบการปกครองใหม่" โดยแบ่งเป็น 3 แผนก นั่นคือ ส่วนวิชาการ (เทฆนิค) คณาจารย์, ส่วนบริหาร (4 องค์การณ์) คณาธิการ และส่วนสมณธรรม โดย 2 ส่วนแรกน่าจะเป็นกลุ่มคามวาสี และกลุ่มสุดท้ายน่าจะเป็น ธรรมาจารย์, อรัญวาสี หรืออาจกล่าวได้ว่า ให้จัดการปกครองโดยแยกแยะจากวัตรปฏิบัติที่ต่างกันไปนั่นเอง นอกจากนั้นพุทธทาสยังเสนอให้เปลี่ยนการปกครองระดับจังหวัดใหม่ ให้มีตำแหน่ง "ผู้กำกับการกรรมการสงฆ์จังหวัด" (หรือเจ้าคณะจังหวัด) ที่ "รอบรู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติ มีคุณธรรมสูง แตกฉานในกฎระเบียบ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ฯลฯ" แม้จะอายุน้อยก็ตาม สามารถถวายความคิดเห็นหรือ "ควบคุมผู้เฒ่า" ได้ ซึ่งในจังหวัดจะให้มี 5 องค์การนั่นคือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ องค์การสาธารณูปการและ องค์การสมณธรรม องค์การสุดท้ายน่าจะเป็นการสนับสนุนเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมที่พุทธทาสสนใจอยู่ ตำแหน่งนี้พุทธทาสมีความเป็นว่าจะต้องเป็น "คนหนุ่มที่ดี ที่สามารถ ทันสมัย และสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา" และเห็นว่า การอยู่ในตำแหน่งตลอดกาลนั้นเป็น "เผด็จการอยู่ในตัว"

อนึ่งการวิจารณ์ดังกล่าวก็มีบริบทของมันอยู่ เมื่อเราพลิกดูบันทึกวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2495 พบว่า พระพิมลธรรม (อาจ) สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองมาที่สุราษฎร์ธานี และมีกำหนดการจำวัดที่สวนโมกข์ด้วย ขณะนั้นพุทธทาสมีสมณศักดิ์เป็น พระอริยนันทมุนี พระราชาคณะชั้นสามัญ (ได้รับการแต่งตั้งในปี 2493) แน่นอนว่า พุทธทาสเป็นพระผู้ใหญ่ที่ต้องรู้เห็นกับสภาพสังคมสงฆ์ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี และไม่อาจลอยตัวอยู่เหนือปัญหาการเมืองของสงฆ์ในขณะนั้นได้ นี่คือหลักฐานส่วนหนึ่งที่พุทธทาสเกี่ยวพันกับปัญหาการเมืองสงฆ์

พุทธทาสลิขิตธรรม บันทึกนึกได้เอง  แสดงบันทึกว่าด้วยชีวิต ศาสนา สังคม การเมือง สันติภาพ และหลักคิดสำคัญ เล่มนี้แสดงให้เห็นวิธีคิดเกี่ยวกับ การเมืองการปกครองสงฆ์ในปี 2495
พุทธทาสลิขิตธรรม บันทึกนึกได้เอง แสดงบันทึกว่าด้วยชีวิต ศาสนา สังคม การเมือง สันติภาพ และหลักคิดสำคัญเล่มนี้แสดงให้เห็นวิธีคิดเกี่ยวกับ การเมืองการปกครองสงฆ์ในปี 2495

  

การเติบโตของฝ่ายซ้ายและการเชิดชูความดีแบบปัจเจกชน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในทศวรรษ 2490 การเติบโตของอุดมการณ์ไม่ได้มีเพียงเฉพาะฝ่ายขวาที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ราชาชาตินิยมเท่านั้น แต่ฝ่ายซ้ายอุดมการณ์สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ต่างก็มีพื้นที่ "บนดิน" มีโอกาสสื่อสารกับสาธารณะอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะในลักษณะสื่อสิ่งพิมพ์ การรวมกลุ่มจัดตั้งทางการเมืองฝ่ายซ้าย เช่น สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย พรรคสหชีพ ฯลฯ อย่างไรก็ตามกลางทศวรรษ 2490 ที่การเมืองระหว่างประเทศเข้มข้น แม้รัฐบาลไทยได้ยกเลิก พ.ร.บ.การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2489 แต่กระนั้นพ.ร.บ.ลักษณะดังกล่าวก็ปรากฏอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2495 ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า กบฏสันติภาพ ซึ่งเป็นการจับกุมกวาดล้างนักคิด นักเขียน นักเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวน 104 คน เป็นนักโทษการเมืองที่ติดคุกยาวนานไปจนถึงปี 2500 ที่น่าสนใจก็คือ จากช่องทางดังกล่าวพบว่า มีพระวิปัสสนาเข้าไปสอนกรรมฐานแก่นักโทษการเมืองจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในนั้นก็คือ พระพิมลธรรม (อาจ) แห่งวัดมหาธาตุ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งๆที่เรื่องคุณธรรม ความดีงาม ก็ถูกพร่ำหาอยู่ไม่ขาดปาก แต่กลับเป็นความดีที่แยกขาดจากโครงสร้างอันอยุติธรรม เป็นความดีที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยอำนาจอันไม่ชอบธรรม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดนั่นก็คือ การที่คณะรัฐประหาร 2490 อ้างความเป็นคนดีมีศีลธรรม และเหตุผลทางจริยธรรมต่างๆนานา โค่นล้มรัฐบาลด้วยข้ออ้างเรื่องทุจริต และกรณีสวรรคต ยังไม่นับว่ากรณีสวรรคตที่ปรีดี พนมยงค์ถูกใส่ร้าย ด้วยกลเกมสกปรกอย่างการจ้างคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" นั้น คนดี นักศีลธรรมทั้งหลายก็ไม่ได้มีบทบาทออกมาช่วยรับรองเกียรติ ด้วยจิตใจอันมีศีลธรรมแม้แต่น้อย หรือเป็นว่าเมื่อศีลธรรมเข้าตาจนหน้ามืดตามัว สังคมคนดีก็ปราศจากสติปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่า ใครดีใครชั่ว ดังนั้นเมื่อฝ่ายรัฐประหารและอนุรักษ์นิยมสร้างปีศาจปรีดี พนมยงค์ขึ้นมา ความบ้องตื้นของสังคมไทยก็อ้าแขนรับอย่างอบอุ่น พระพิมลธรรม (อาจ) เองก็ถูกผลักให้เดินทางที่โหดร้ายไม่แพ้กับปรีดีในเวลาต่อมา

 

คอมมิวนิสต์ก็เป็นอรหันต์ได้?

เรื่องหนึ่งที่พระพิมลธรรม (อาจ) ถูกใส่ร้ายและประเด็นการเมืองทางโลกด้วยนั่นก็คือ ข้อหาที่เกี่ยวพันกับคอมมิวนิสต์ กระทั่งมีการกล่าวถึงขนาดว่า คอมมิวนิสต์บวชเป็นพระได้หรือไม่ พระพิมลธรรม (อาจ) ไม่เห็นว่าเป็นปัญหาที่จะให้คอมมิวนิสต์บวชได้ ข้อกล่าวหานี้เป็นอีกด้านหนึ่งของคำตอบทำนองว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ของพระกิตติวุฑโฑในอีกราว 2 ทศวรรษต่อมา แต่ในครั้งนี้อาจเรียกว่า "คอมมิวนิสต์ก็เป็นอรหันต์ได้" [48] ในคราว "กบฏสันติภาพ" ในปี 2495 อันเนื่องมาจากการตั้งคณะกรรมการสันติภาพ พบว่าพระพิมลธรรม (อาจ) ได้มีบทบาทในการเข้าไปสอนวิปัสสนากรรมฐานในเรือนจำด้วย อย่างน้อยมีนักโทษการเมือง 2 คนที่เข้าเรียนกรรมฐานด้วยนั่นคือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และสมัคร บุราวาส จากจำนวน 104 คน จากบันทึกของสมัคร บุราวาสได้ระบุไว้ว่า เริ่มเรียนวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ปี 2498 [49]

ภาพการปล่อยตัวนักโทษการเมือง กรณีกบฏสันติภาพ ปี 2500 ภายในภาพมีกุหลาบ สายประดิษฐ์รวมอยู่ด้วย
ภาพการปล่อยตัวนักโทษการเมือง กรณีกบฏสันติภาพ ปี 2500 ภายในภาพมีกุหลาบ สายประดิษฐ์รวมอยู่ด้วย

 

รัฐประหาร 2500

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลวิเคราะห์ไว้ว่า ความโหดเหี้ยมและมือเปื้อนเลือดของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่มีเผ่า ศรียานนท์ ทหารเก่าที่กลายมาเป็นอธิบดีกรมตำรวจและได้ก่อกรรมทำเข็ญต่างๆนานาและมีอำนาจอยู่ในมืออย่างล้นเหลือนั้น ได้ทำให้เหล่าปัญญาชน นักเคลื่อนไหว นักปฏิวัติ "เลือดเข้าตา" ได้เห็นว่า เผ่านี่แหละที่เป็นศัตรูหมายเลข 1 จึงได้โจมตีเผ่าด้วยความรู้สึกว่า กำลังทำในสิ่งที่ถูกจริยธรรม ได้ทำการล้างแค้นให้เหยื่อที่ถูกเผ่าฆ่า ขณะที่เผ่าเป็น "มาร" แต่พวกปัญญาชนเป็น "นักรบจริยธรรม" ที่มีหน้าที่ปราบมาร ขณะที่สฤษดิ์ ธนะรัชต์ก็ไม่ต้องลงแรงมาก เพียงแต่

รู้จักจังหวะปรากฏตัว และทำตัวให้เป็นขวัญใจประชาชน ในที่สุดก็ทำการรัฐประหารเมื่อ 16 กันยายน 2500 [50]นั่นทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม หมดอำนาจและต้องลี้ภัยและไม่ได้กลับเมืองไทยตราบจนชีวิตหาไม่

 

รัฐประหารซ้ำ 2501 และการฉีกรัฐธรรมนูญ

การรัฐประหารในปี 2500 โดยยอมให้มีรัฐสภากันอยู่ แม้จะมีถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่ปรากฏว่า สิ่งที่ผู้ยึดอำนาจทนไม่ได้ก็คือ ความวุ่นวายที่ตามมาจากการมีสภา พรรคการเมือง เสรีภาพของสื่อมวลชน แม้กระทั่งองค์กรของเหล่ากรรมกร ในที่สุดจึงมีการยึดอำนาจซ้ำและไม่มีการอ้อมค้อม คณะรัฐประหารได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปพร้อมๆ กับอำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ล้มเลิกสภา สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะเผด็จการอย่างเต็มตัว รัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501

ในวงการสงฆ์นั้น ตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2500 การที่รัฐบาลเก่าสนับสนุนพระสงฆ์โดยเฉพาะฝ่ายมหานิกาย เมื่อเปลี่ยนขั้วนั่นก็ทำให้ สำนักอบรมครูวัดสามพระยาที่มีบทบาทเผชิญหน้าคณะธรรมยุต ที่นำโดยพระธรรมคุณาภรณ์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา เจ้าคณะจังหวัดพระนคร ต้องยุติกิจกรรมลงอย่างสิ้นเชิง [51]

เดือนพฤศจิกายน 2501 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น) สิ้นพระชนม์ ได้มีการแต่งตั้ง สมเด็จพระวันรัต (ปลด) สังฆนายก เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติ [52]

 

พระพิมลธรรม (อาจ) กับความขุ่นเคืองของสฤษดิ์

ระหว่างที่พระเถระรุ่นใหญ่ล้มหายตายจากไปเรื่อย พระพิมลธรรม (อาจ) ก็ได้สร้างผลงานขึ้นอย่างโดดเด่นในฐานะสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง และยังมีความใกล้ชิดกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งยังเคยแวะไป

สนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ญี่ปุ่นอีกด้วย การเข้าพบครั้งนั้นทำให้มิตรสหายและบุคคลต่างๆ ก็เข้าไปนมัสการอยู่เนืองๆ สิ่งเหล่านี้เข้าหู สฤษดิ์์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติอย่างแน่นอน และนั่นทำให้พระพิมลธรรม (อาจ)ไม่เป็นที่ไว้วางใจต่อสฤษดิ์ คนอย่างสฤษดิ์จะคิดอย่างไรเมื่อเกิดการเปรียบเทียบเมื่อ การเดินทางไปอีสานของเขาที่มีคนมาต้อนรับไม่มากนัก ผิดกับพระพิมลธรรมที่พระสงฆ์และประชาชนพากันต้อนรับอย่างเนืองแน่น [53]

ป.พิบูลสงคราม และพระพิมลธรรม (อาจ)
ป.พิบูลสงคราม และพระพิมลธรรม (อาจ)

 

สมรภูมิประชุมสัมมันตนาพระคณาธิการทั่วราชอาณาจักร

เดือนเมษายน 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด) สังฆนายกและผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราช จัดประชุมสัมมันตนาพระคณาธิการทั่วราชอาณาจักร โดยเชิญพระจำนวน 523 รูป อันประกอบด้วย เจ้าคณะตรวจการภาคทุกรูป, เจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาคทุกรูป, เจ้าคณะจังหวัดทุกรูป และเจ้าอาวาสในจังหวัดพระนครและธนบุรี[54] โดยมีนัยการเมือง มีการกล่าวว่าจะเชื่อมต่อพระศาสนาในการสร้างความเจริญให้กับชาติสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะปฏิวัติ สอดคล้องกับการส่งสาส์นมาปวารณาตัวช่วยเหลือเรื่องแก้ไข พ.ร.บ. ของสฤษดิ์ และโอกาสนี้ยังถือว่าเป็นการเชิญพระทั้งหลายมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพอดีตสมเด็จพระสังฆราชอีกด้วย [55]

งานนี้ยังมีเบื้องหลังว่า เป็นความตั้งใจของสมเด็จพระวันรัต (ปลด) ที่จะดันให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม ขึ้นเป็นสังฆนายก จึงได้นำสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน) กับ พระพิมลธรรม (อาจ) มาบรรยายประชันกัน แต่ผลปรากฏว่า พระพิมลธรรม (อาจ) บรรยายได้คมคาย กว้างขวางและแจ่มชัดกว่า [56]

การประชุมครั้งนี้ยังมีวาระว่าด้วยการเลือกสมเด็จพระสังฆราชด้วย พระธรรมนายก (สมบูรณ์ จนฺทเถร)ได้เปิดประเด็นสนับสนุน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ที่มีคุณสมบัติเหนือกว่า

ด้านพรรษา เมื่อเทียบกับสมเด็จพระวันรัต (ปลด) ทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า เรื่องนี้คงเป็นดำริของพระพิมลธรรม (อาจ) เนื่องจาก พระธรรมนายก(สมบูรณ์)เป็นศิษย์วัดมหาธาตุและรู้กันว่าเป็นมือซ้ายของพระพิมลธรรม (อาจ) หลังจากนั้นมา จึงมีข่าวลือและใบปลิวโจมตีพระพิมลธรรมสารพัด ขณะที่พระพิมลธรรมกลับวางเฉย ไม่ชี้แจงใดๆ โดยให้เหตุผลว่า การตนเองที่ลนลานไปชี้แจงโดยผู้ใหญ่ไม่ได้เรียกไปนั้นทำไม่ได้และบัณฑิตเขาไม่ทำกัน [57]

พระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดสัมพันธวงศ์
พระมหารัชชมังคลาจารย์ วัดสัมพันธวงศ์ มอบของที่ระลึกแก่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ งานวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถหลังใหม่ วัดสัมพันธวงศ์ปี 2506

 

สังฆราชใหม่ สังฆนายกใหม่ ตัดตอนกลุ่มอำนาจเก่า

สมเด็จพระวันรัต (ปลด) ขึ้นแท่นได้รับการสถาปนาให้เป็น สมเด็จพระสังฆราช ในเดือนพฤษภาคม 2503 [58]และในเดือนเดียวกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) ก็ขึ้นเป็นสังฆนายก [59] การขึ้นมีอำนาจของสังฆนายกใหม่ได้ตัดสังฆมนตรีที่เคยดำรงตำแหน่งอยู่เดิมออกไปจำนวนมาก ข้อพิรุธก็คือ เมื่อปรับคณะสังฆมนตรีแล้ว สังฆนายกลนลานออกแถลงการณ์ชี้แจง [60] แน่นอนว่าการตั้งสังฆมนตรีครั้งนี้ เพื่อการสกัดให้พระพิมลธรรม (อาจ) หลุดจากวงโคจร และทำให้พระที่สนับสนุนพระพิมลธรรม (อาจ) ต้องหลุดวงอำนาจการปกครองคณะสงฆในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น พระศาสนโศภณ (ปลอด อตฺถการี) วัดราชาธวาสวิหาร (ธรรมยุต) , พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศ (ธรรมยุต) [61], พระธรรมปิฎก (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (ธรรมยุต) พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) วัดราษฎร์บำรุง จังหวัดชลบุรี พระเถระสายมหาธาตุ และมือขวาพระพิมลธรรม [62] นี่คือ จุดเริ่มต้น

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) (2432-2505)    สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) สังฆนายก (2440-2514)
ภาพซ้าย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ) (2432-2505)
ภาพขวา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) สังฆนายก (2440-2514)

 

โศกนาฏกรรมพระพิมลธรรม (อาจ)

เรื่องร้ายแรงอันน่าละอายนี้ เกิดขึ้นเดือนสิงหาคม 2503 สังฆนายกและสังฆมนตรี รับทราบคำร้องเรียนจากการประชุมร่วมกับตำรวจสันติบาลว่า มี 2 ผู้เสียหาย ได้กล่าวหาว่า พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เสพเมถุนธรรมทางเวจมรรค (ร่วมเพศทางทวารหนัก) กับพวกตนจนสำเร็จความใคร่ การกล่าวหาเช่นนี้ ตามกระบวนการยุติธรรมของสงฆ์ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 แล้ว จะต้องมอบเรื่องให้คณะวินัยธร ที่ถืออำนาจอธิปไตยทางตุลาการ แต่ที่น่าตกใจก็คือ สังฆนายก สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) กลับด่วนวินิจฉัยเองด้วยการเขียนหนังสือสั้นๆ เสนอสมเด็จพระสังฆราช (ปลด) [63] กระนั้นสมเด็จพระสังฆราช ก็รับลูกต่อทันควันด้วยการออกหนังสือไปยังพระพิมลธรรม (อาจ) มีข้อความที่น่าสนใจว่า

"ด้วยทางการตำรวจได้ทำการสอบสวนเรื่องความประพฤติของท่านได้ความประจักษ์แล้ว...ขอให้ท่านพิจารณาตนด้วยตน ขอให้ท่านออกเสียจากสมณเพศ และหลบหายตัวไปเสีย จะเป็นการดีกว่าที่จะปรากฏโดยประการอื่นๆ เพื่อรักษาตัวท่านเอง และเพื่อเห็นแก่วัดและพระศาสนา"

พระพิมลธรรม (อาจ) ก็ตอบจดหมายกลับไป โดยมีใจความว่า ข้อเสนอที่ให้หนีไปนั้นไม่เป็นผลดีต่อวัดมหาธาตุและศาสนาโดยรวม และโดยส่วนตัวก็ไม่เป็นธรรม หนังสือดังกล่าวลงวันที่ 22 กันยายน 2503 พระพิมลธรรม (อาจ) เองก็ไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวจากการปรักปรำ อีกสองวันต่อมา ปรากฏคณะสงฆ์วัดมหาธาตุจำนวน 465 รูปได้ทำหนังสือและลงนามยืนยันความบริสุทธิ์ [64]

อย่างไรก็ตามทางเบื้องบนก็มีจดหมายให้ชี้แจง และแม้พระพิมลธรรม (อาจ) จะชี้แจงกลับไป ก็ดูราวกับว่าไม่มีผลใดๆ ซ้ำยังเดินหน้าตัดสินโดยข้ามกระบวนการที่ชอบธรรมโดยการประกาศถอดสมณศักดิ์ ในเดือนพฤศจิกายน 2503 ไม่เฉพาะกับพระพิมลธรรม (อาจ) เท่านั้น แต่พระศาสนโสภณ (ปลอด อตฺถการี) วัดราชาธิวาส ที่สนับสนุนพระพิมลธรรม (อาจ) ด้วยข้อหาฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยออกมาในนามของประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลายเซ็น สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2503 [65] การโค่นล้มพระพิมลธรรมจึงได้ดึงเอาอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวพันเพื่อทำลายศัตรูของตนอย่างสิ้นคิด

แม้จะถูกถอดสมณศักดิ์ พระพิมลธรรม(อาจ) ที่กลายเป็นพระอาสภเถระ ก็ยังตั้งมั่นเพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ของตน แม้ว่าจะลงเอยด้วยการใช้อำนาจรัฐมาบีบบังคับให้สึกด้วยการส่งสันติบาล ไปจับกุม ณ วัดมหาธาตุ ในวันที่ 20 เมษายน 2505 ด้วยข้อหาว่า มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร พระอาสภเถร ไม่แสดงอาการขัดขืน แต่ขอเจ้าหน้าที่ตำรวจเขียนบันทึกสั่งการงานที่คั่งค้างอยู่อย่างองอาจ ก่อนจะถูกนำตัวไปสันติบาล [66] เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่พบว่า ระหว่างจับกุมได้กรมตำรวจ ได้นำแถลงการณ์ส่งไปออกทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย อ้างความจำเป็นในการจับกุมคราวนี้ว่า

"ถ้าปล่อยไว้ก็จะเป็นภยันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องจัดการขั้นเด็ดขาดด้วยการจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป" [67]

ในที่สุดก็พระอาสภเถระก็ถูกกระชากผ้ากาสาวพัสตร์ออกไปโดยคำสั่งของสังฆมนตรีโดยผู้ลงมือคือ พระธรรมคุณาภรณ์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยา และพระธรรมมหาวีรานุวัตร (ไสว ฐิตวีโร) วัดไตรมิตร ทำให้ต้องเปลี่ยนไปครองผ้ากาสาวพัสตร์สีขาวแทน การสึกจบลงด้วยการที่อดีตพระอาสภเถระเดินทางไปจำพรรษาในฐานะอาคันตุกะ ณ สันติปาลาราม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2505 ถูกทำให้หายไปจากวงการสงฆ์อีกสิบกว่าปี [68] การใช้อำนาจในการสึกให้ขาดจากความเป็นพระนั้น เป็นโทษสูงเทียบได้กับการประหารชีวิตเลยทีเดียว การใช้อำนาจบนกระบวนการไม่ชอบธรรมอย่างเลวร้ายเพื่อทำลายบุคคลๆเดียว นอกจากจะเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ภายใต้กฎหมายเดียวกันแล้ว ยังเป็นการบิดเบือนกระบวนการทางกฎหมายเพื่อรับใช้เป้าหมายอย่างไร้ความชอบธรรมอย่างยิ่ง โศกนาฏกรรมชีวิตของปรีดี พนมยงค์ ที่สุดท้ายต้องลี้ภัยและตายในต่างแดน ก็มีจุดจบที่เอน็จอนาถไม่ต่างไปจากพระพิมลธรรม (อาจ) เลย

พระพิมลธรรม (อาจ) ในชุดห่มขาว
พระพิมลธรรม (อาจ) ในชุดห่มขาว

ลายมือของพระพิมลธรรม (อาจ)
ลายมือของพระพิมลธรรม (อาจ) อ่านได้ว่า "ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิง ผ้ากาสาวพัตรของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่ม ผ้ากาสาวพัสตรชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตาม พระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณ ผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยาน ให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย - อาสภเถร!"

 

แม้ทั้งสองจะถูกใส่ร้าย แต่เรายังไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่า สังคมร่วมสมัยจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความไม่ถูกต้องนี้อย่างไร สอดคล้องกับคำอธิบายทางด้านศีลธรรม จริยธรรม ในสังคมไทยที่แทบจะไม่ได้ยึดโยงกับหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งยังแสร้งลืมราวกับว่า คุณงามความดี และคนดีมีศีลธรรมทั้งหลายบริสุทธิ์ อยู่ลอยเหนือจากความจริงจากสังคม คนที่ถูกลงโทษก็สมควรด้วยแล้วกับความผิดโดยไม่ตั้งคำถาม หรือไม่ก็จำนนต่อความบ้อท่าของตัวเอง หรือที่สุดจะโทษว่าเป็นกรรมของบุคคล ก็สุดแล้วแต่จะอธิบายกัน

คำพูดที่พระพิมลธรรม (อาจ) เคยพูดไว้กับ สมัคร บุราวาศ เมื่ออยู่ในเรือนจำไม่อาจสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นกับเขาได้เลยนั่นคือ

"วิปัสสนากรรมฐานนี้แหละจะนำสันติภาพอันถาวรมาสู่โลกนี้ได้" [69]

 

ล้มพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ภาคสอง

ความอื้อฉาวจากกรณีพระพิมลธรรม ยิ่งทำให้สังฆสภาไม่สามารถดำเนินการอย่างราบรื่น พระที่เป็นสมาชิกสภามักยื่นกระทู้ถามเสมอ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม สังฆนายก และสังฆมนตรีรูปอื่นก็ไม่สามารถตอบต่อสภาให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างสังฆสภากับสังฆมนตรี แน่นอนว่าเป็นอุปสรรคต่อการปกครองคณะสงฆ์ให้ราบรื่น ในที่สุดก็ไปสู่การยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ อย่างไรก็ดี แรงต้านพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี้เป็นไฟสุมขอนมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 แล้ว ความวุ่นวายอันเนื่องมาจากการโต้เถียงทางความคิดที่ละเมิดต่อลำดับศักดิ์สูงต่ำในสังคมสงฆ์ การถ่วงดุลตรวจสอบไม่ให้เกิดอำนาจที่ฉ้อฉล ก็ทำให้การปกครองสงฆ์เป็นไปอย่างไม่สะดวกใจสำหรับพระสงฆ์บางคน [70]

 

เขียนด้วยมือประชาชน ลบด้วยส้นตีนเผด็จการ

ที่ประชุมคณะสังฆมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการ 5 รูปเมื่อเดือนตุลาคม 2501 เพื่อพิจารณาข้อบกพร่องของพ.ร.บ.เดิม โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน) สังฆนายก เป็นประธาน ซึ่งประเด็นที่คณะสงฆ์เห็นว่าเป็นปัญหาคือ ความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2489 มาตรา 13 ดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่พระฝ่ายธรรมยุต 22 รูปนำเสนอเมื่อปี 2490 มาแล้ว [71] จึงได้มีการดำเนินการยกร่างพ.ร.บ. ไม่พบว่าร่างดังกล่าวมีความคืบหน้าเพียงใด เรื่องพ.ร.บ.ใหม่เป็นข่าวอีกทีก็คือ การที่สภาร่างรัฐธรรมนูญในอำนาจของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2505 โดยมีพระอรรถการีย์นิพนธ์ เป็นประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการคนสำคัญที่เป็นพระเปรียญเก่าอย่าง ปิ่น มุทุกันต์ ยศพันเอก [72] (ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศาสนาในปี 2506) ร่างดังกล่าวแทบจะไม่มีเสียงคัดค้าน อาจเป็นเพราะว่า กฎหมายดังกล่าวมีใบสั่งมาจากสฤษดิ์ การคัดค้านจึงถูกทำให้เงียบลงโดยปริยาย และในที่สุดสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ลงมติเห็นควรใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายด้วยผลคะแนนผู้เห็นด้วย 112 เสียง และไม่เห็นด้วย 1 เสียง กฎหมายดังกล่าวก์ถือว่าผ่านที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ธันวาคม 2505 เรียกว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 [73]

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ตราเมื่อ 25 ธันวาคม 2505
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ตราเมื่อ 25 ธันวาคม 2505

 

ทั้งที่ปัญหาการจัดการเชิงโครงสร้างดังกล่าวต้องการระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลและความรับผิดชอบ การล้มกระดานโครงสร้างดังกล่าวจึงเท่ากับเป็นการใช้อำนาจเข้าไปจัดการปัญหา ซึ่งจะทำให้ปัญหาต่างๆถูกแก้ไขไปอย่างฉาบฉวย และกลับทำให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนากลับเข้าไปอยู่ปริมณฑลที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ดังเดิม ในบรรทัดฐานของสังคมไทยในยุค "ปฏิวัติ" ที่นำโดย สฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่เป็นหัวหอกสำคัญในการรื้อฟื้นอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ราชาชาตินิยมอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกันก็ได้ทำการกวาดล้างเสี้ยนหนามตั้งแต่ฝ่ายซ้าย มาจนถึงฝ่ายเสรีนิยม กดหัวให้อยู่ใต้บรรยากาศเผด็จการ

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกันแล้ว สังคมสงฆ์เมื่อถูกตามใจด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 กฎหมายดังกล่าวถูกแก้ไขอีกครั้งในปี 2535 โดยไม่กระทบกับโครงสร้างเดิม มาจนถึงปัจจุบันทำให้เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญทางโลกจะหกล้มหกลุก ลองผิดลองถูกในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ โดยเฉพาะฉบับหลังๆที่ให้ความสำคัญกับประชาชน สิทธิของคนในระดับต่างๆมากขึ้น แต่กฎหมายของคณะสงฆ์ก็ยังผดุงซึ่งอำนาจของพระในกลุ่มเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในความลี้ลับสนธยาของวงการสงฆ์ ทั้งยังประสานเสียงไปกับการเติบโตของสังคมความเชื่อ พุทธพาณิชย์ และนับวันการปกครองสงฆ์ก็นับวันจะประสบปัญหาอันเนื่องมาจากความหลากหลายของลัทธิพิธีจำนวนมาก เซลล์ย่อยๆเหล่านี้ หากไม่มีอำนาจวาสนาบารมีมากพอ ก็จะถูกอำนาจรัฐที่มอบมาสู่มือสงฆ์ ทำลายล้างและบดขยี้ แต่หากว่าเซลล์นั้นเข้มแข็งและเกาะเกี่ยวกันแน่น หรือกระทั่งมีเส้นสายมากพอ นับวันสิ่งเหล่านั้นก็จะเริ่มกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือในอนาคตก็จะเข้ามากลืนกินสิ่งที่สงฆ์พยายามรักษาไว้อย่างสุดชีวิตนั้นก็ได้.

 

อ้างอิง:

  1. แสวง อุดมศรี. การปกครองคณะสงฆ์ไทย (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย), 2533, น.230
  2. กองบรรณาธิการประชาไท. "คุยกันยาวๆ กับ 'วรเจตน์ ภาคีรัตน์': อ่านกันชัดๆ ว่าด้วยความพยายามเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญ" . http://prachatai.com/journal/2011/09/37007 (21 กันยายน 2554)
  3. แสวง อุดมศรี. การปกครองคณะสงฆ์ไทย (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย), 2533, น.113
  4. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน,, น.115
  5. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.120
  6. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน,, น.184
  7. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน,, น.184
  8. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.190
  9. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.193-195
  10. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.204
  11. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.184
  12. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.204-206
  13. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.212
  14. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.206
  15. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.207
  16. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.211
  17. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.209
  18. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.213
  19. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.213-214
  20. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.214
  21. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.214
  22. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.216
  23. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.216-217
  24. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.218
  25. "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ใน ราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 30 เล่มที่ 63 , 10 พฤษภาคม 2489
  26. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.220 และ 232
  27. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.224
  28. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.220-221
  29. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.222
  30. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.222
  31. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.228
  32. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.228
  33. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.230
  34. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.230
  35. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.237
  36. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.238
  37. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.238-239
  38. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.241
  39. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.250
  40. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.252
  41. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.254
  42. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.261-262
  43. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.265
  44. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.266
  45. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.266
  46. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.274
  47. พุทธทาสภิกขุ. พุทธทาสลิขิตธรรม บันทึกนึกได้เอง (กรุงเทพฯ : สวนโมกขพลารามและคณะธรรมทานสุราษฎร์ธานี, พิมพ์ครั้งที่ 2), 2548
  48. "คอมมิวนิสต์สายพระ" http://board.palungjit.com/archive/t-117430.html (8 มีนาคม 2551) ในระยะสั้นผู้เขียนมีข้อจำกัดในการหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น ข้อมูลดังกล่าวจะตัองรอการยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกครั้ง
  49. สมัคร บุราวาศ. หนึ่งเดือนในวิปัสสนา (กรุงเทพฯ : ศยาม), 2544, น.8
  50. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. "deja vu ทักษิณ VS นายกฯพระราชทาน, พิบูล-เผ่า VS สฤษดิ์." ใน ประชาไทออนไลน์. http://prachatai.com/journal/2006/03/7681 (10 มีนาคม 2549)
  51. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.278-279
  52. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.279
  53. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.278-279
  54. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.283
  55. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.282-283
  56. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.283
  57. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.285-286
  58. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.287
  59. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.289
  60. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.290-291
  61. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.293
  62. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.294
  63. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.296
  64. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.299-300
  65. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.306-307
  66. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.308-310
  67. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.310
  68. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.322
  69. สมัคร บุราวาศ. เรื่องเดียวกัน, น.36
  70. แสวง อุดมศรี. เรื่องเดียวกัน, น.323
  71. กรมการศานา. "รายงานการประชุมคณะสังฆมนตรี ครั้งที 15/2501" วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2501 ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร" อ้างใน พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์. การปกครองคณะสงฆ์ไทยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539, น.218
  72. รัฐสภา. รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ทำหน้าที่นิติบัญญัติ)" เล่ม 4. พ.ศ.2505 อ้างใน พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์. เรื่องเดียวกัน, น.219
  73. รัฐสภา. รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ทำหน้าที่นิติบัญญัติ)" เล่ม 4. พ.ศ.2505, น.1193 อ้างใน พระมหาวรชัย กลึงโพธิ์. เรื่องเดียวกัน, น.219

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์ไทยในคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง

ความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์ไทยในคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เวลา 09:58:41 น.

Share57




โดย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

"กฎหมายที่แท้จริง คือเหตุผลที่ถูกต้อง"  ซิเซโร


ธรรมดานั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วย่อมเป็นที่สุด ไม่ว่าผู้แพ้หรือชนะย่อมเคารพในคำตัดสินและหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ แต่เมื่อศาลแขวงพระโขนงได้ตัดสินยกฟ้องคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา

 

ผู้เขียนเห็นว่า คำพิพากษานี้มีปัญหาอย่างยิ่ง สมควรที่จะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ให้กระจ่าง โดยเมื่อตั้งสมมติฐานไว้แล้วว่า การตัดสินนั้น ตุลาการได้ดำรงความเที่ยงธรรมเป็นกลาง ปราศจากอคติทั้งปวง สิ่งที่จะหยิบยกมาพิจารณาจึงเหลือแต่วิธีการให้เหตุผลดังนี้


๑.แบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

 

เนื่องจากการเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ นั้น มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙ /๒๕๔๙ ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุว่าผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงธรรม สิ่งที่จำเลยฉีกไปจึงมิใช่บัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเพียงแบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ไม่มีความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งแต่อย่างใด


ถ้าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วเกิดผลข้างต้นขึ้น การกระทำผิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็ไม่ควรจะผิดได้เลย เพราะเมื่อไม่ใช่การเลือกตั้งเสียแล้ว การซื้อเสียงครั้งนั้นจึงไม่ใช่การซื้อเสียง เป็นเพียงการแสดงท่าทางการซื้อเสียงเท่านั้น


จนถึงที่สุด ถ้าใช้ตรรกกะเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยก็ไม่ควรถูกยุบ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสิ้นผลไปแล้ว การจ้างพรรคเล็กลงสมัครจึงไม่เป็นความผิด


๒. สันติวิธีและการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีทางนอกรัฐธรรมนูญ


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๕ ซึ่งให้สิทธิประชาชนชาวไทยที่จะ "ต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ได้ถูกนำมาอ้างเป็นฐานในการต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นก็ได้ใช้สิทธิตามมาตราดังกล่าวมายกเว้นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไป


ในเหตุผลข้อนี้ต้องวิเคราะห์ในสองประเด็น คือ การต่อต้านโดยสันติวิธีและการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

๒.๑ การต่อต้านโดยสันติวิธี


คำถาม คือ สันติวิธีนั้นสามารถผิดกฎหมายได้หรือไม่


แน่นอนว่า การกระทำผิดกฎหมายที่ก่อความรำคาญหรือเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่นไม่ใช่สันติวิธี อาทิ การยิงลูกระเบิด การชุมนุมปิดสนามบิน หรือแม้กระทั่งการขับรถแท๊กซี่ชนรถถังของคณะรัฐประหาร


แน่นอนว่า การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยโดยไม่ผิดกฎหมายและไม่สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการกระทำโดยสันติวิธี เช่น การอดข้าวประท้วง การชูป้ายข้อความ


แล้วารกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่สร้างความเสียหายแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ นอกจากความสงบเรียบร้อยของรัฐและความมั่นคงในกฎหมาย เป็นการกระทำโดยสันติวิธีหรือไม่


ในความเห็นผู้เขียนแล้ว "สันติวิธี" ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นสันติที่คู่ไปกับความชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถตีความแยกออกจากกันได้ มิเช่นนั้นคงเป็นการตีความที่ให้ผลประหลาดและทำลายตัวของมันเอง


รัฐธรรมนูญคงมิได้มีเจตนารมณ์ จะให้คนทำผิดกฎหมายกระมัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงหลักนิติธรรมที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีแล้ว การกระทำไม่ว่าจะของรัฐหรือเอกชน ล้วนแต่ต้องชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

 

๒.๒ การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ


โชคดีเป็นอย่างยิ่งที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/๒๕๔๙ เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ เห็นว่า การกระทำของพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลสามารถอ้างว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิต่อต้านตามมาตรา ๖๕ ได้อย่างมั่นใจ


แต่กระนั้นก็ดี มีข้อโต้แย้งดังนี้


ประเด็นที่หนึ่ง ถ้าไม่มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน การเลือกตั้งครั้งนี้ย่อมไม่เสียไปตามกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลจะตัดสินอย่างไร แสดงว่า จำเลยคดีนี้โชคดีใช่หรือไม่ ในขณะที่คนที่ฉีกบัตรในการเลือกตั้งครั้งอื่นไม่โชคดีเท่านี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การฉีกบัตรก็ไม่ต่างจาการพนัน ว่า หลังจากฉีกแล้วจะมีคนนำคดีขึ้นสู่ศาลหรือไม่


ประเด็นที่สอง การได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ที่จริงต้องมีลักษณะเช่นใด


ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตีความเรื่องนี้เป็นอัตวิสัยสูง การทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่า จะด้วยเหตุเล็กน้อยเพียงใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๓๗ ล้วนถือเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น


ถ้ายึดตามการให้เหตุผลเช่นนี้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้ามีคนฉีกบัตรเลือกตั้งเพื่อประท้วงการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องมีในการเลือกตั้งทุกครั้งไป บุคคลผู้นั้นจะอ้างเหตุผลนี้ได้หรือไม่


นอกจากนี้ ศาลพึงสังวรด้วยว่า ลำพังการทุจริตการเลือกตั้งอาจจะมิใช่วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันได้มีการถกเถียงกันอย่างมากเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นการบัญญัติที่รุนแรงและไม่เป็นธรรมมากเกินไป


เพราะฉะนั้น การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้อาจควรจำกัดเฉพาะการกระทำที่เห็นได้ชัดว่าไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญเลย เช่น การรัฐประหาร ซึ่งก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากเกิดขึ้นจริงแล้วก็ไม่มีกฎหมายให้สิทธิประชาชนไปต่อต้านอยู่ดี มากกว่าการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในการเลือกตั้งครั้งไหนบ้างที่คนโกงจะถูกจับได้และจะมีคำพิพากษายุบพรรคการเมืองออกมาอีก


๓. ทรัพย์ที่ฉีกมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น


คำถามประการเดียว ณ ที่นี้ คือ ศาลมีอำนาจพิจารณาด้วย หรือว่าถ้าทรัพย์มีราคาเล็กน้อยแล้วยกฟ้องได้ มีกฎหมายให้อำนาจศาลไว้ตรงนี้หรือไม่


ทั้งสามประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณานั้น มิใช่มุ่งหมายร้องให้นำตัวจำเลยกลับมาลงโทษ ซึ่งจำเลยเองก็พร้อมจะยอมรับโทษทัณฑ์อันพึงมีหากศาลตัดสิน และผู้เขียนก็นับถือในความเป็นคนจริงของท่านยิ่งนัก


แต่แท้จริงทั้งสามประเด็นนี้ล้วนมุ่งไปที่เหตุผลของศาลเองทั้งสิ้น เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลน่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายคลาดเคลื่อน เหตุผลบางประการไม่สมเหตุสมผล หรือเหตุผลที่ให้นั้นขาดกฎหมายรองรับ


จริงอยู่ที่คำพิพากษานี้ เป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานในวงการนิติศาสตร์ไทย

 

แต่ไม่ว่าจะศาลชั้นไหนก็ไม่ควรมีข้อผิดพลาดเช่นนี้ เพราะในสังคมไทย ไม่ใช่ทุกคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกา มิเช่นนั้น ความยุติธรรมจะเกิดได้อย่างไร


น่าเสียดายที่ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผู้เขียนจึงไม่อาจค้นหาคำพิพากษาฉบับเต็มได้ และไม่สามารถค้นหาได้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หรือการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีคนฉีกบัตรแล้วโดนลงโทษไปมากน้อยเท่าใด


ในบางครั้งตุลาการอาจได้รับคำแนะนำจากสังคมให้คำนึงถึง "ความเหมาะสม" "หลักรัฐศาสตร์" หรือ "ความเป็นธรรมเฉพาะคดี" บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไร หลักก็คือหลัก หน้าที่คือหน้าที่ โดยเฉพาะในยามนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวายมิใช่เพราะทุกคนทิ้งหน้าที่ ทิ้งหลัก ปล่อยให้ตัวเองไปตามกระแสความรู้สึกอันเชี่ยวกรากมิใช่หรือ

 

เพราะฉะนั้น ตุลาการ ผู้ธำรงระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นเสาค้ำจุนรัฐไทยอยู่ จึงยิ่งสมควรมั่นคงในหลักการแห่งวิชาชีพและวิชาการของตนมากยิ่งกว่าช่วงเวลาไหน ๆ ในประวัติศาสตร์


มิเช่นนั้น อาจจะถึงเวลาที่เราต้องหยุดเรียกร้องหา "ความกล้าหาญ" ของนักนิติศาสตร์ไทยเสีย เพราะเมื่อความกล้าหาญถูกสำแดง มันกลับทำลายความน่าเชื่อถือแห่งวงการนิติศาตร์ไทยเอง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289357607&grpid=&catid=02&subcatid=0207

หลุด ส.ส.จ่องานใหญ่ ?

หลุด ส.ส.จ่องานใหญ่ ?

"1518"

ตามคิวที่นักข่าวทีมตาม สร.1 แคะมาได้ หมายเลขห้องที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งถูกปิดเป็นความลับเพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัยผู้นำ แต่ในมุมของนักเสี่ยงโชคก็หวังจะไล่ตามทีเด็ดที่ "เจ้าแม่ปู" ทำคอหวยเฮมาแล้วทั้งเลขทะเบียนรถ เลขที่บ้าน

งานนี้ไม่พลาดถอดรหัสกันคึกคัก

แต่ที่ถูกหวย 4–1 ไปก่อนเลยก็คือ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชี

รายชื่อ พรรคเพื่อไทย หลังที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติ 4 ต่อ 1 เห็นว่านายจตุพรขาดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เพราะโดนขังอยู่ในเรือนจำ

แม้ตามขั้นตอนจะยังต้องรอลุ้นการพิจารณาขั้นสุดท้ายในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในอารมณ์ที่เจ้าตัวเหมือนรู้คำตอบล่วงหน้า "กัดฟัน" ประกาศเลยว่า จะขอทำหน้าที่จนถึงวินาทีสุดท้าย เมื่อไม่ได้เป็น ส.ส.ก็จะขอทำหน้าที่แกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งไม่มีใครถอดถอนได้

ไม่ยอมก้มหัวหมอบรับชะตาง่ายๆ

ที่แน่ๆ ว่ากันตามสัญญาณการประกาศของนายจตุพร โดยจังหวะมันก็พอดีกับห้วงสถานการณ์ฟื้นกระแสมวลชนคนเสื้อแดง เพื่อเป็นฐานกำลังของเครือข่าย "ทักษิณ" ในเกมชิงอำนาจประเทศไทย

ล้อข่าวแว่วๆจากแดนไกล "นายใหญ่" ตั้งธงจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

รับกับคิวที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร ตั้งแท่นเตรียมล่ารายชื่อประชาชน 2 แสนรายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หลังรัฐบาลยอมถอยไม่ออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษอดีตนายกฯ มั่นใจว่าสามารถดำเนินการได้ภายในไม่กี่วัน ทั้งหมดทั้งปวงต้องเป็นไปตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศไว้ช่วงที่หาเสียงกับคนอีสานว่า จะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะรอจนช่วงเวลาที่การเมืองสุกงอม

เดินจังหวะ พร้อมอุ้มนายใหญ่กลับเมืองไทยตลอดเวลา

และก่อนอื่นเลย ต้องจับตาคิวปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในรอบต่อไป ถ้ามีชื่อของนายจตุพรเสียบเข้าอยู่ใน ครม.ก็ยิ่งตอกย้ำยุทธศาสตร์ "สวนหมัด"

รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ท้าฟัดกับฝ่ายต้าน "ทักษิณ"

ตามฉากที่ถูกจัดพร้อมสำหรับเกมวัดดวงวัดใจ ทางหนึ่ง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รอง นายกฯ ก็ใส่เกียร์ห้าไล่บี้เร่งรัดคดี 91 ศพที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รับมุกเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นและตัวแทนสถานทูตอิตาลี ที่เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ติดตามคดีการเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่นและสื่อมวลชนชาวอิตาลี

บี้ติดแบบวันต่อวัน เร่งปฏิกิริยากันในที

ขณะที่ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดพนักงานสอบสวนฯ สรุปสำนวนการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง 16 ศพ สอดคล้องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แนวโน้มการตายมาจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาให้ความเห็นทางคดีแล้ว

พร้อมประสานเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้าให้ปากคำ ในประเด็นสั่งการให้กระชับพื้นที่

ขมวดปมจี้เข้าหา "คนสั่งการ"

โดยรูปการณ์กันทหารออกไปเป็นพยาน หลังการสอบปากคำ ขุนทหารในสำนวนของตำรวจ ยืนยันว่า กองทัพดำเนินการตามคำสั่งของ ศอฉ.ที่มีการสั่งการตามลำดับขั้นตอน

ล็อกฝ่ายการเมือง "ลอยตัวชิ่ง" ไม่ได้

ในสถานการณ์ที่เกมอำนาจเปลี่ยน ข้อเท็จจริงเปลี่ยน ตามอาการที่นายอภิสิทธิ์โวยใส่มีกลุ่มการเมืองกดดันการทำคดี 91 ศพ ในเหตุสลายชุมนุมคนเสื้อแดง

ระแวง "ดาบคืนสนอง" เหมือนกัน

ที่แน่ๆมีการลากเกมไปไกลถึงขั้นที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงอย่างเป็นทางการจะนำคดี 91 ศพ ในเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ ในวันที่ 9 ธันวาคม

"นายใหญ่" ปูพรม เดินเกมรุกทุกทิศทุกทาง

วัดใจ ถ้าเคลียร์ไม่ได้ ก็ต้องพังด้วยกัน.

 

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

โดย: ทีมข่าวการเมือง รายงาน

1 ธันวาคม 2554, 05:03 น.

http://m.thairath.co.th/pol